Skip to Content

Original Article/นิพนธ์ต้นฉบับ: สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณความไม่สงบตามการรับรู้ของพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชน

เอมอร  ขุนเพชร พยาบาลวิชาชีพ1    
สุดศิริ  หิรัญชุณหะ พย.ด2        
ขนิษฐา นาคะ พย.ด3            
1แผนกงานอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลบันนังสตา อ.บันนังสตา จังหวัด ยะลา    
2ภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
3ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
2E-mail sudsiri.h@psu.ac.th

ความเป็นมา: การเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ย่อมก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บจำนวนมาก พยาบาลต้องช่วยเหลือดูแลภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร สมรรถนะการพยาบาลของพยาบาลจึงสิ่งที่จำเป็น
วัตถุประสงค์: ศึกษาระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามการรับรู้ของพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเปรียบเทียบการรับรู้สมรรถนะระหว่างพยาบาลที่มีความแตกต่างกันในด้านแผนกที่ปฏิบัติงาน ประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย และความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่น
รูปแบบการวิจัย:การศึกษาเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 245 ราย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ทดสอบความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาได้ค่า .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบที
ผลการศึกษา ระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ของกลุ่มตัวอย่าง  อยู่ในระดับปานกลาง (= 3.45, S.D. = .91) กลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานต่างแผนก มีประสบการณ์ และได้รับการอบรมต่างกันมีการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบต่างกันมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (t = 3.65, t = - 5.50 และ t = - 4.407 ตามลำดับ) ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่นต่างกัน มีการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบไม่แตกต่างกัน  
สรุปผล:    ผลการศึกษาสามารถนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานนการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

คำสำคัญ: สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ,เหตุการณ์ความไม่สงบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้,พยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

Abstract

Competency Responding to Public Hazardous Events Perceived by Community Hospital
Nurses in Three Southern Border Provinces
Aim-on  Khunpech RN,1 Sudsiri Hirunchunha RN, DNS2  Kanittha  Naka, RN,DNS3
1 Department of Trauma-Emergengy,Bunnnagsata Hospital ,Yala.
2Department of Surgical Nursing,Facultyof Nursing,Prince of Songkla University,Thailand.
3Assistant Professor, Department of Surgical Nursing,Facultyof Nursing,Prince of Songkla University,Thailand.
2E-mail sudsiri.h@psu.ac.th
Backgroud: Violent unrest situation appears to continue in Thailand's deep south. These unrest situations consequencely bring about huge numbers of traimatic patients.  The traumatic injuries of affected persons are mostly severe. Nursing competency in emergency and traumatic injury management is important to provide a high quality of care under the limited resources.
Objective: The purpose was to identify level of nursing competency in responding to public hazardous events perceived by community hospital nurses working in  three southern border provinces. Additionally, comparisons of the competency among nurses who were different in working department, experience and public hazard training were conducted.
Method: This study was descriptive research.The sample comprised 245 nurses who were working in community hospitals in three southern border provinces. A questionnaire was used as the study tool to evaluate the perception of the community nurses towards their competency concerning public hazardous events in three southern border provinces. while its reliability was tested yielding a value of .97. The data were analyzed using descriptive statistics and t-test
Result: The overall nursing competency in responding to public hazardous events perceived by community hospital nurses in the three southern border provinces was at a moderate level       (= 3.45, S.D. = .91). Furthermore, the significant differences of the competency among nurses who were different in working department, experience and public hazard training were found      (t = 3.65, t = -5.50 and t = -4.407 respectively, p < 0.01) However the different levels of Yawi/Malayu
language proficiency among the nurses did not make differences in perceptions of their competency in responding to public hazardous events
Conclusion:The results of this study could be employed as baseline information for future development of nursing competency in responding to public hazardous events among community hospital nurses working in the three southern border provinces.
Key words: competency response to public hazardous events, public hazardous events, nurses in Three Southern Border Provinces

บทนำ

    จากสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก1 สาธารณภัยจากการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บเกิดการบาดเจ็บ ที่พบบ่อย คือ บาดแผลจากแรงอัด บาดเจ็บหลายระบบ ช็อกจากการเสียเลือด อวัยวะภายในฉีกขาด กระดูกหัก และบาดแผลไฟลวก เป็นต้น ทำให้ผู้บาดเจ็บอยู่ในภาวะฉุกเฉินและวิกฤตทั้งร่างกาย และจิตใจ2 ผู้บาดเจ็บจะถูกส่งโรงพยาบาลชุมชนใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ เมื่อมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โรงพยาบาลจะต้องประกาศใช้แผนสาธารณภัย เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติแก่บุคลากรทุกคนในโรงพยาบาล3,4 พยาบาลที่เข้าร่วมปฏิบัติการพยาบาลสาธารณภัยมักมาจากหลายแผนก โดยมีบทบาทสำคัญ ในการดูแลผู้บาดเจ็บ จำแนกประเภทผู้บาดเจ็บ จัดลำดับการช่วยเหลือ แก้ไขภาวะฉุกเฉินและวิกฤต เคลื่อนย้าย และส่งต่อผู้บาดเจ็บ      เป็นต้น5,6 การปฏิบัติพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พยาบาลต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลัง อุปกรณ์เครื่องมือช่วยชีวิต เลือดและสารน้ำ รถส่งต่อ รวมถึงต้องเผชิญกับความไม่ปลอดภัยและหวาดกลัวขณะปฏิบัติงาน นอกจากนี้พยาบาลต้องใช้กระบวนการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การติดต่อสื่อสาร และยังต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการปฏิบัติการพยาบาล ตระหนักถึงประเพณี วัฒนธรรม วิถีการดำรงชีวิต ความเชื่อของผู้รับบริการเพื่อไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความแตกแยกขึ้นระหว่างโรงพยาบาล และประชาชนในพื้นที่ 7
พยาบาลที่เข้าร่วมทีมในการปฏิบัติการพยาบาลสาธารณภัยนั้น ต้องมีสมรรถนะหรือระดับขีดความสามารถด้านความรู้และทักษะในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินและวิกฤต และจัดการกับผู้บาดเจ็บที่มีจำนวนมากได้อย่างเหมาะสม เพราะสมรรถนะมีความสำคัญในการบ่งบอกถึงคุณภาพการพยาบาลที่ให้แก่ผู้บาดเจ็บ8 ถ้าหากพยาบาลมีสมรรถนะส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้บาดเจ็บ และคุณภาพการพยาบาลที่ผู้บาดเจ็บได้รับจากการศึกษาสมรรถนะหลักของพยาบาลวิชาชีพงานอุบัติเหตุฉุกเฉินตามการรับรู้ของพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า พยาบาลวิชาชีพงานอุบัติเหตุฉุกเฉินมีสมรรถนะหลักอยู่ในระดับปานกลาง7
การรับรู้สมรรถนะของพยาบาลมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่การได้รับการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย ซึ่งเป็นการพัฒนาความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงาน เพิ่มขีดความสามารถ ยกระดับความรู้ความสามารถเชิงวิชาการในการปฏิบัติงานที่ถูกต้องและทันสมัย และจากการศึกษาการปฏิบัติงานที่ผ่านมา พบว่า การอบรมเพิ่มเติมมีความสัมพันธ์กับสมรรถนะในการปฏิบัติงาน9-11 ประสบการณ์ในการปฏิบัติการพยาบาลสาธารณภัยเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อการรับรู้สมรรถนะของพยาบาล เนื่องจากประสบการณ์ช่วยให้บุคคลมีความรู้ สามารถนำประสบการณ์ในอดีตเป็นข้อมูลในการคิดวิเคราะห์พิจารณาเหตุผลอย่างรอบคอบ ที่จะตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการซ้อมแผนสาธารณภัยเป็นการฝึกประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยของทีมพยาบาล6
นอกจากนี้ เมื่อมีการประกาศใช้แผนสาธารณภัยในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พยาบาลมาจากหลายแผนกจะเข้าร่วมทีมปฏิบัติการพยาบาลสาธารณภัย ซึ่งได้แก่ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกห้องคลอด ผู้ป่วยใน อุบัติเหตุฉุกเฉิน และผู้ป่วยนอก ซึ่งพยาบาลที่มาจากแผนกปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน จะมีสมรรถนะในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน6 พยาบาลที่มาจากแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน มีบทบาทในการให้บริการพยาบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุและเจ็บป่วยอย่างกะทันหันที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินและวิกฤต และมีบทบาทในการพยาบาลสาธารณภัยตามมาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาลบริการผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินโดยตรง ดังนั้นแผนกที่ปฏิบัติงานจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับการรับรู้ระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ จากการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของพยาบาลในสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า พยาบาลแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและห้องคลอดซึ่งใช้อัตรากำลังพยาบาลร่วมกันมีความสามารถและประสบการณ์ในการดูแลผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่เป็นประจำ12  ปัจจัยสำคัญอีกประการ คือ ความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่น ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่สื่อสารด้วยภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่นที่มีลักษณะโดดเด่นไปจากพื้นที่อื่นในประเทศไทย1 ความสามารถใช้ภาษาเป็นคุณลักษณะของพยาบาลที่ผู้รับบริการคาดหวัง การพูดสื่อสารภาษาเดียวกัน ส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลและผู้รับบริการ ซึ่งมีผลต่อการรับรู้สมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาล13
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามการรับรู้ของพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเปรียบเทียบความแตกต่างของการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อจำแนกโดยแผนกที่ปฏิบัติงาน ประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย และความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่น เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบของพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.ศึกษาระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามการรับรู้ของพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
2.เปรียบเทียบความแตกต่างของการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อจำแนกโดย แผนกที่ปฏิบัติงาน ประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย และความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่น

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive research) ประชากร เป็นพยาบาลวิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส 26 แห่ง พยาบาลทั้งหมด 915 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพแผนกผู้ป่วยใน แผนกห้องคลอด แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน และแผนกผู้ป่วยนอกเลือกกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 25 ของประชากร ได้เท่ากับ 245 คน คำนวณขนาดตัวอย่างแบบหลายขั้น (multi-stage sampling) ร้อยละ 25 ของกลุ่มตัวอย่างแต่ละโรงพยาบาลและแต่ละแผนก สำหรับการสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้หลักความน่าจะเป็น (probability sampling) โดยคำนึงถึงโอกาสที่ทุกหน่วยของข้อมูลจะถูกเลือก ทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) ใช้วิธีจับฉลากตัวอย่างแบบไม่คืนที่

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1.แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง
2.แบบสอบถามสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดัดแปลงจากเครื่องมือของกรองไดและคณะ14  ประกอบด้วยสมรรถนะ 8 ด้าน จำนวน 34 ข้อ ได้แก่ ด้านความรู้และทักษะ 5 ข้อ ด้านการให้ความร่วมมือ 3 ข้อ ด้านการตัดสินใจ 5 ข้อ ด้านการมีภาวะผู้นำ 6 ข้อ ด้านการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหา 3 ข้อ ด้านการทำงานเป็นทีม 2 ข้อ ด้านการสื่อสาร 5 ข้อ และด้านวัฒนธรรม 5 ข้อ  คำถามเป็นมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คะแนน 1 หมายถึง สามารถปฏิบัติกิจกรรมนั้นในระดับน้อยที่สุด และคะแนน 5 สามารถปฏิบัติในระดับมากที่สุด การแปลผลโดยแบ่งระดับสมรรถนะเป็น 3 ระดับ และแปลผลตามเกณฑ์ค่าเฉลี่ยดังนี้ คะแนน 1-2.33 หมายถึง มีสมรรถนะอยู่ในระดับต่ำ คะแนน 2.34-3.67 มีสมรรถนะอยู่ในระดับปานกลาง และคะแนน 3.68-5.00 มีสมรรถนะในระดับสูง
ผู้วิจัยได้นำเครื่องมือไปตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน  3  ท่าน และตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือ โดยนำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับประชากรที่ศึกษา จำนวน  25 ราย และนำแบบสอบถามตรวจสอบหาความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .97

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูล ตามขั้นตอนดังนี้
1.ขออนุญาตเก็บข้อมูลโดยผ่านคณะกรรมการจริยธรรมของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
2.ขออนุญาตเก็บข้อมูล โดยทำหนังสือขออนุญาตถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 26 แห่ง ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส  
3.ประสานงานกับหัวหน้ากลุ่มการพยาบาล เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่างและขออนุญาตเก็บข้อมูล
4.ส่งแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่าง โดยส่งผ่านหัวหน้ากลุ่มการพยาบาลทางไปรษณีย์ และขอแบบสอบถามคืนภายใน 2 สัปดาห์
5.ตรวจสอบความถูกต้องและสมบูรณ์ของข้อมูลก่อนนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ

การวิเคราะห์ข้อมูล

    ประมวลผลข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติดังต่อไปนี้    
1.วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่  หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2.วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบของกลุ่มตัวอย่าง เมื่อจำแนกตามปัจจัยที่ศึกษาโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)

ผลการศึกษา

1.ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 93.9) มีอายุเฉลี่ย 37.17 ปี (S.D. = 5.95) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม (ร้อยละ 52.7) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 98.2) มีประสบการณ์ในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพเฉลี่ย 6.6 ปี   (S.D. = 5.02)    ปฏิบัติงานติดต่อกันในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉลี่ย 10.5 ปี (S.D. = 5.97) ส่วนใหญ่มีประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ไม่สงบ (ร้อยละ 86.1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ได้รับการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ร้อยละ 55.1) ส่วนความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สามารถสื่อสารได้ (ร้อยละ 93.9)
2.ระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่าง
ระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่าง โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.45, S.D. = .91) ส่วนรายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับสมรรถนะอยู่ในระดับสูง คือ สมรรถนะด้านการให้ความร่วมมือ  ( = 3.82, S.D. = .85) และสมรรถนะด้านวัฒนธรรม  ( = 3.73, S.D. = .91) ส่วนสมรรถนะที่อยู่ในระดับต่ำสุด คือ สมรรถนะด้านการมีภาวะผู้นำ  ( = 3.19 , S.D. = .79) และสมรรถนะด้านการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหา  ( = 3.215 , S.D. = .75) (ตาราง 1)


ตาราง  1  
ระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ไม่สงบในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกลุ่มตัวอย่าง โดยรวมและรายด้าน (N = 245)

3.เปรียบเทียบความแตกต่างของการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อจำแนกโดย แผนกที่ปฏิบัติงาน ประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย และความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่นของกลุ่มตัวอย่าง
ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อจำแนกโดยแผนกที่ปฏิบัติงาน ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและห้องคลอด เนื่องจากโรงพยาบาลชุมชนใช้อัตรากำลังพยาบาลร่วมกันระหว่างแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินกับห้องคลอด และไม่ใช่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ซึ่งได้แก่ กลุ่มตัวอย่างจากแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน การรับรู้ระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ มีความแตกต่างกันตามแผนกที่ปฏิบัติงาน ประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่นต่างกันมีการรับรู้ระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบไม่ต่างกัน (ตาราง 2)


ตาราง 2
เปรียบเทียบความแตกต่างของการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบของกลุ่มตัวอย่าง ด้านแผนกที่ปฏิบัติงาน ประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย และความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่น  (N = 245)

อภิปรายผล

1.ระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามการรับรู้ของพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ผลการศึกษา พบว่า ระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบโดยรวมตามการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้สามารถอธิบายได้ว่า การปฏิบัติการพยาบาลช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บที่มีปัญหาซับซ้อนจากระเบิด อาวุธสงคราม พยาบาลต้องใช้ความรู้และทักษะที่เฉพาะในการทำหัตถการที่ซับซ้อนในเวลาจำกัดและรวดเร็ว พยาบาลต้องปฏิบัติการพยาบาลให้ผู้บาดเจ็บได้รับความปลอดภัยภายใต้ทรัพยากรจำกัด เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ รถส่งต่อ อัตรากำลังของพยาบาล เป็นต้น การปฏิบัติพยาบาลที่ซับซ้อนภายใต้อัตรากำลังของพยาบาลที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้บาดเจ็บที่เข้ามารับการรักษา อีกทั้งเหตุการณ์ไม่สงบยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พยาบาลจึงต้องปฏิบัติงานภายใต้ความกดดัน ส่งผลต่อสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัย จึงทำให้กลุ่มตัวอย่างประเมินตนเองอยู่ในระดับปานกลาง สอดคล้องกับการศึกษาสมรรถนะหลักของพยาบาลวิชาชีพงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินตามการรับรู้ของพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า สมรรถนะหลักของพยาบาลวิชาชีพงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากการปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินพยาบาลต้องเผชิญกับความเครียดและความกดดันหลายด้านได้แก่ภาระงานที่เพิ่มขึ้น การบาดเจ็บหมู่ การรักษาผู้ป่วยจำนวนมากในเวลาจำกัด เป็นต้น7
จากผลการศึกษาเมื่อพิจารณาระดับสมรรถนะรายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับสมรรถนะรายด้านอยู่ในระดับสูง คือ ด้านการให้ความร่วมมือ และด้านวัฒนธรรม (ตาราง 1) กลุ่มตัวอย่างมีสมรรถนะด้านการให้ความร่วมมือระดับสูง อธิบายได้ว่า กลุ่มตัวอย่างมีการประสานงานในการดูแลผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกโรงพยาบาล มีการติดต่อประสานงานขอความร่วมมือในการช่วยเหลือดูแลผู้บาดเจ็บ ญาติ และชุมชน หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์อื่นที่ต้องขอความร่วมมือ หรือต้องติดต่อประสานงานเมื่อต้องการความช่วยเหลือด้านความปลอดภัย อุปกรณ์ รถส่งต่อหรืออัตรากำลัง เป็นต้น กลุ่มตัวอย่างมีบทบาทในการให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแผนสาธารณภัย ทำให้มีการรับรู้สมรรถนะด้านนี้อยู่ในระดับสูง
สำหรับระดับสมรรถนะด้านวัฒนธรรม พบว่ามีระดับสูงเช่นกัน อธิบายได้ว่า กลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์ในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ เฉลี่ย 6.6 ปี (S.D. = 5.02) มีระยะเวลาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉลี่ย 10.5 ปี (S.D. = 5.97)  การปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นระยะเวลานานทำให้เกิดการเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ เข้าใจภาษาและวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่นได้ (ร้อยละ 93.9) ทำให้กลุ่มตัวอย่างรับรู้ว่าสามารถปฏิบัติการพยาบาลตอบสนองความต้องการของผู้บาดเจ็บ ญาติ และชุมชน ตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้จากประเด็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมถูกนำมาเป็นประเด็นความขัดแย้งของการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่เสมอ15 รัฐบาลจึงได้นำประเด็นทางวัฒนธรรมเป็นประเด็นหนึ่งในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพยายามจัดทำยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาระดับประเทศหลายรูปแบบ เพื่อลดความขัดแย้ง เช่น การจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม และภาษาการสื่อสารให้กับข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้16  ดังนั้นจึงทำให้รับรู้ระดับสมรรถนะทางวัฒนธรรมอยู่ในระดับสูง
ส่วนการรับรู้สมรรถนะรายด้าน ที่อยู่ในระดับต่ำสุดคือ ด้านการมีภาวะผู้นำ และด้านการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหา สำหรับด้านภาวะผู้นำ ที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด อธิบายได้ว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ปฏิบัติงาน การนำทีมปฏิบัติการพยาบาลขณะมีเหตุการณ์ไม่สงบที่มีความยุ่งยากซับซ้อนและเกี่ยวข้องกันหลายหน่วยงาน ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่างไม่สามารถแสดงภาวะผู้นำในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบางสถานการณ์ได้ดีในขณะปฏิบัติการพยาบาล เช่น การเกิดการชุมนุมประท้วง หรือเกิดความวุ่นวายของประชาชนขณะมีผู้บาดเจ็บเข้ารักษาที่โรงพยาบาล เป็นต้น ดังนั้นจึงทำให้ระดับสมรรถนะทางด้านภาวะผู้นำตามการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด
ระดับสมรรถนะทางด้านการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหา มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุดเช่นกัน เนื่องจากผู้บาดเจ็บมีลักษณะการบาดเจ็บที่หลากหลายและรุนแรง อีกทั้งมีจำนวนมากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนอัตรากำลังของพยาบาล อุปกรณ์ทางการแพทย์ รถส่งต่อ17,18 พยาบาลต้องเผชิญกับการปฏิบัติการพยาบาลที่ต้องการความเร่งด่วน เช่น แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อขาดแคลนอุปกรณ์หรือรถส่งต่อไม่เพียงพอ เป็นต้น การปฏิบัติงานจึงเป็นไปในลักษณะมุ่งงานเป็นหลัก (task oriented) เพื่อผู้บาดเจ็บได้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มตัวอย่างไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหาจากการปฏิบัติการพยาบาลรวมถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ นอกจากนี้จากการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างไม่มีประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ไม่สงบ (ร้อยละ 13.9) และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เคยอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัยในรอบสามปีที่ผ่านมา (ร้อยละ 55.1) ทำให้กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ระดับสมรรถนะด้านการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหาอยู่ในระดับต่ำ  
2.เปรียบเทียบความแตกต่างของการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบของกลุ่มตัวอย่างในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อจำแนกโดย แผนกที่ปฏิบัติงาน ประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย และความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่น
ผลการศึกษา พบว่า การรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัย จากเหตุการณ์ความไม่สงบของกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างตามแผนกปฏิบัติงานโดยแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและห้องคลอด และไม่ใช่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ซึ่งได้แก่ กลุ่มตัวอย่างจากแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) โดยกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและห้องคลอดมีสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน (ตาราง 2) ทั้งนี้อธิบายได้ว่า ลักษณะการปฏิบัติงานของพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนพยาบาลในแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน และห้องคลอด พยาบาลกลุ่มนี้มีความคุ้นเคยในการเผชิญกับสถานการณ์สาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่องมากกว่าแผนกผู้ป่วยในและแผนกผู้ป่วยนอกที่เข้าร่วมทีมเมื่อมีการประกาศใช้แผนสาธารณภัย จากการศึกษาประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของพยาบาลในสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากการสัมภาษณ์พยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน พบว่า พยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินมีความคุ้นเคยกับการปฏิบัติงานในสถานการณ์ความไม่สงบ ทำให้มีประสบการณ์ และเรียนรู้ในการปฏิบัติงานในสถานการณ์ความไม่สงบ12 กลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและห้องคลอดจึงมีระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างจากแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน
การรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบของกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันตามประสบการณ์การพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ (ตาราง2)  เนื่องจากประสบการณ์เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่มีผลให้บุคคลมีสมรรถนะในเรื่องนั้นเพิ่มขึ้น19  การมีประสบการณ์มากทำให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต และนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน จากการศึกษาประสบการณ์ของพยาบาลในการปฏิบัติงานขณะเกิดสาธารณภัย พบว่า พยาบาลนำประสบการณ์ในอดีตมาบริหารจัดการ แก้ปัญหาและเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดูแลผู้ป่วยจากเหตุการณ์สาธารณภัย20,22 นอกจากนี้ยังมีการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ ที่พบว่าประสบการณ์มีความสัมพันธ์กับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ23
นอกจากนี้ การรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบของกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันตามการได้รับการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย โดยกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้รับการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย มีการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบน้อยกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพยาบาลสาธารณภัย (ตาราง2) การอบรมเพิ่มเติมเป็นวิธีการเพิ่มพูน ความรู้ ทักษะความชำนาญ ของบุคคล การอบรมเป็นการพัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน ทำให้บุคคลมีความเข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้องและทันสมัย10 การฝึกอบรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน จากการศึกษาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ พบว่า การศึกษาอบรมมีความสัมพันธ์กับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ10 เช่นเดียวกับการศึกษาการประเมินสมรรถนะและการพัฒนาสมรรถนะในการทำงานของ วิลสัน24 ศึกษาโดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะพยาบาล พบว่า การอบรมทำให้ผู้ที่เข้ารับการอบรมมีระดับสมรรถนะสูงขึ้น
ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่นแตกต่างกัน มีการรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ (ตาราง 2) อธิบายได้ว่า อาจเนื่องมาจากในการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ กลุ่มตัวอย่างปฏิบัติการพยาบาลสาธารณภัยด้านการสื่อสารที่หลากหลาย นอกเหนือจากสื่อสารด้วยการพูดภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่นเพียงด้านเดียว  เช่น การสื่อสารโดยการใช้สัญลักษณ์ป้ายผูกข้อมือในการจำแนกประเภทผู้บาดเจ็บ การบันทึกข้อมูล เป็นต้น นอกจากนี้การพยาบาลสาธารณภัย จำเป็นต้องมีสมรรถนะด้านอื่นร่วมด้วย เช่น การใช้ความรู้ ทักษะ การใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ การทำงานเป็นทีม การตัดสินใจ การส่งต่อผู้บาดเจ็บ เป็นต้น ถึงแม้ว่า จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สามารถสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่นได้ และมีระยะเวลาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนนาน จึงทำให้การรับรู้สมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบของกลุ่มตัวอย่างไม่แตกต่างตามความสามารถในการสื่อสารภาษายาวีหรือมลายูท้องถิ่น

ข้อเสนอแนะการนำผลงานวิจัยไปใช้    

1.ผู้บริหารควรมีทบทวนแผนสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกำหนดบทบาทหน้าที่ของพยาบาลที่ชัดเจนในการช่วยชีวิตและดูแลผู้บาดเจ็บและครอบครัว สำหรับบทบาทหน้าที่อื่น เช่น การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การประสานงานหรือทำความเข้าใจกับผู้ประท้วงหรือกลุ่มชุมนุม การประสานงานขอความช่วยเหลือ เป็นต้น ควรกำหนดให้บุคคลอื่นที่ได้รับการฝึกมาปฏิบัติหน้าที่แทนเพื่อลดภาระและความเครียดของพยาบาล
2.ผู้บริหารควรมีแผนการพัฒนาการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบกับพยาบาลทุกคน เนื่องจากพยาบาลทุกคนในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีโอกาสที่จะต้องผลัดกันหมุนเวียนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตามแผนสาธารณภัยของโรงพยาบาล    
3.ผู้บริหารควรกำหนดเนื้อหาการอบรมการพยาบาลสาธารณภัยสอดคล้องกับลักษณะการบาดเจ็บของผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของผู้รับบริการและครอบครัว รวมถึงมีรูปแบบการพัฒนาพยาบาลที่หลากหลายเพื่อให้พยาบาลทุกคนได้มีโอกาสรับการอบรม
4.ผู้บริหารควรพัฒนาระบบการประเมินสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของพยาบาลโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนใต้และพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง    

ข้อเสนอแนะการทำวิจัยครั้งต่อไป

1.ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์หรือปัจจัยทำนายที่มีผลต่อระดับสมรรถนะการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในโรงพยาบาลชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาสมรรถนะให้กับพยาบาล
2.ศึกษาพัฒนารูปแบบของแผนสาธารณภัยรับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้แผนสอดคล้องกับบริบทของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีข้อจำกัดของทรัพยากรบุคคลและอุปกรณ์เครื่องใช้
3.ศึกษาผลลัพธ์ของการปฏิบัติการพยาบาลสาธารณภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยการศึกษากลุ่มผู้รับบริการและครอบครัวเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลต่อไป

เอกสารอ้างอิง

1.สุทัศน์ ศรีวิไล. Share experience: Narathivat hospital. ใน: ชูศักดิ์  ปริพัฒนานนท์,          บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา, มณฑิรา ตัณฑนุช, นพวรรณ โอสถากุล, บรรณาธิการ. Update surgery and disaster medicine. สงขลา: ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์;2548:145-165.
2.สมชาย จักรพันธุ์. การบรรยายพิเศษเรื่องนโยบายกรมสุขภาพจิตในการพัฒนางานสุขภาพจิตเพื่อดูแลประชาชนในสถานการณ์รุนแรง 3 จังหวัดชายแดนใต้. เอกสารประกอบคำบรรยายเรื่องการสร้างเสริมความหยุ่นตัวเพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพจิตแก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นำร่อง วันที่ 29-31 มีนาคม 2549. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข;2549.
3.อุบล  ยี่เฮ็ง. ER Preparedness for Disaster.  เอกสารการประชุมวิชาการเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 5 เตรียม ER รับภัยใหม่ในสิบปีหน้า วันที่ 29 สิงหาคม-2 กันยายน 2548. กรุงเทพมหานคร: สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ ศูนย์กู้ชีพนเรนทร โรงพยาบาลราชวิถี;2548.
4.Gossman WG, Gossman SL, Plantz SH, Lrenzo N. Emergency nursing review. 2nd ed. New York: McGraw-Hill;2006: 16-18.
5.บุญเลิศ  จุลเกียรติ. การบิหารจัดการภาวะฉุกเฉินที่เป็นอุบิเหตุหมู่ใ ใน: สุดดาพรรณ ธัญจิรา วนิดา ออประเสริฐศักดิ์, บรรณาธิการ. การพยาบาลฉุกเฉินและอุบัติภัยหมู่. กรุงเทพมหานคร: สามเจริญพาณิชย์ จำกัด;2546:493-504.
6.Stanley JM. Disaster competency development and integration in nursing education. In: Halpern JS, Chaffee MW, editors. Disaster management and response Philadelphia (PA):  W.B. Saunders;2005:453-467.
7.กฤตยา แดงสุวรรณ. สมรรถนะหลักของพยาบาลวิชาชีพงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินตามการรับรู้ของพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. [สารนิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาบริหารการพยาบาล]. สงขลา:  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2550.
8.Kelly-Thomas KJ. Competence: The outcome of assessment and development. 2nd ed. New York: Lippicott;1998:73-92.
9.นารี แซ่อึ้ง. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลศูนย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข. [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาบริหารการพยาบาล]. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2543.
10.กุลวดี  อภิชาติบุตร, สมใจ  ศิระกมล.  สมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ. วิจัยพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่;2547.
11.Fey MK, Miltner RS. A competency-based orientation program for new graduate nurses. J  Nurs Admin 2000;30(3):126-132.
12.สุนีย์ เครานวล. ประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของพยาบาลในสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2551.
13.Jeska SB. Competence assessment models and methods. In Kelly-Thomas KJ, editors. Clinical & nursing staff development. 2nd ed. New York: Lippicott;1998:121-144.
14.กรองได อุณหสูต, เครือข่ายพยาบาลอุบัติเหตุ. ความสามารถเชิงสมรรถนะหลักของพยาบาลหน่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน. ม.ป.ท.;2549 .
15.คเชนทร์ ปิ่นสุวรรณ. ระบาดวิทยาของการใช้ระเบิดเป็นอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง. ใน:  ชูศักดิ์ ปริพัฒนานนท์, บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา, มณฑิรา ตัณฑนุช, นพวรรณ โอสถากุล, บรรณาธิการ. Update surgery and disaster medicine สงขลา: ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์;2548:59-103.
16.สำนักงานข้าราชการพลเรือน.คำจำกัดความและรายละเอียดสมรรถนะ (Competency) สำหรับตำแหน่งในข้าราชการพลเรือน. เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง สมรรถนะของข้าราชการ วันที่ 31 มกราคม  2548. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานข้าราชการพลเรือน;2548.  
17.ประชา ชยาภัม.  Mass casualty: Experience in Yala Hospital. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 4 Advanced life support for doctor – nurse in ER & EMS วันที่ 12-16 กรกฎาคม 2547. กรุงเทพมหานคร: สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับศูนย์กู้ชีพนเรนทรโรงพยาบาลราชวิถี; 2547.
18.สรรพงษ์ ฤทธิรักษา. การจัดการระบบการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดยะลา. วารสารวิชาการเขต.2548;12:16(1): 79-91.
19.ณรงค์วิทย์  แสนทอง. การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ ภาคปฏิบัติ (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: เอช อา เซ็นเตอร์;2547.
20.ขนิษฐา อรัญดร, อาภรณ์  เชื้อประไพศิลป์, ไขแสง  โพธิโกสุม. ประสบการณ์การดูแลและการบริหารจัดการของพยาบาลขณะเกิดภาวะวิกฤตน้ำท่วมของพยาบาลโรงพยาบาลหาดใหญ่. วารสารสภาการพยาบาล 2548;20(2):44-62.
21.สุนันทา ลักษ์ธิติกุล. ประสบการณ์ของพยาบาลในการปฏิบัติงานกรณีธรณีพิบัติภัยในโรงพยาบาลของจังหวัดพังงา. [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2549.
22.สุภัค คชรัตน์. ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยของพยาบาลขณะเกิดภาวะวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่: กรณีศึกษาโรงพยาบาลสงขลานครินทร์. [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2547.
23.เตือนใจ พิทยาวัฒนชัย. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย. [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาบริหารการพยาบาล]. ขอนแก่น:  มหาวิทยาลัย ขอนแก่น; 2548.
24.Wilson GG. Competence assessment and development at work in the army. In: Kelly-Thomas, KJ, editors. Clinical & nursing staff development. 2nd ed. New York: Lippincott; 1998:143-144.

AttachmentSize
j2-org2-t1.png40.91 KB
j2-org2-t2.png44.31 KB