Skip to Content

Doctor Corner/มุมแพทย์: ฉุกเฉินทางกายแต่เรื้อรังทางใจ

นายแพทย์พงศกร  อธิกเศวตพฤทธิ์
โครงการจัดตั้งภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

    กริ๊ง!!!........ กริ่งกู้ชีพ ดังขึ้น  อันเป็นสัญญานแจ้งแพทย์ พยาบาล ณ ห้องฉุกเฉิน ทุกคนเตรียมพร้อมที่ จะต้องเผชิญ กับ คนไข้หัวใจหยุดเต้นที่มา ณ ห้องฉุกเฉิน   ผู้ป่วยรายนี้เป็น ชายอายุ 60 ปี เริ่มรับประทานอาหารน้อยลงมา 2-3 วัน จนกระทั่งวันนี้ผู้ป่วยมีอาการซึมลงเรื่อยๆ และปลุกแล้วไม่ตื่น   ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกตกใจแก่ลูกและภรรยาเป็นอย่างมากอันทำให้รีบพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลในทันที    แพทย์และพยาบาลที่ปฏิบัติงานอยู่ในห้องฉุกเฉิน ณ ขณะนั้นพากันเร่งรีบให้การรักษากู้ชีพด้วยการบีบลมเข้าปอด กดหน้าอก  และเปิดเส้นเลือดเพื่อให้ยากระตุ้นหัวใจ  โดยมุ่งหวังเพื่อกู้ฟื้นหัวใจของผู้ป่วยให้กลับมาเต้นอีกครั้ง    ญาติได้เล่าประวัติว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย  แพทย์เจ้าของไข้ได้ให้ยาเคมีบำบัด แต่อาการไม่ดีขึ้น และปัจจุบันมะเร็งได้ลามไปที่สมองแล้ว การรักษาในปัจจุบันเป็นเพียงการรักษาแบบ ประคับประคองเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดทรมานจากตัวโรคมะเร็งมากเท่านั้น
    นับระยะเวลาตั้งแต่แพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอด รวมทั้งให้การรักษาทุกอย่างตลอดมาจนกระทั่งถึงวันที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวนี้ ผู้ป่วยไม่มีโอกาสได้รับทราบเลยว่าตนเองป่วยเป็นอะไร อนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แม้กระทั่งการตัดสินใจในการรักษาทุกอย่างก็มาจากการปรึกษาร่วมกันในหมู่ญาติทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะญาติกลัวว่าผู้ป่วยจะเสียใจและกังวลกับโรคที่ตนเองเป็น จึงตัดสินใจไม่บอกข้อมูลใดๆ แก่ผู้ป่วยเลย     นอกจากบอกเพียงว่า  ผู้ป่วยมีอาการป่วยจากโรคปอดอันเกิดจากการสูบบุหรี่อย่างหนักเท่านั้น
หลังการกู้ชีพผ่านไปครึ่งชั่วโมงโดยที่ผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองต่อการรักษาเกิดขึ้นเลย  แพทย์ผู้ทำการรักษาจึงได้ปรึกษากับภรรยาและลูกของผู้ป่วยว่าจะทำการกู้ชีพต่อไปหรือปล่อยให้ผู้ป่วยเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ    เป็นที่น่าเสียดายว่า แม้ในนาทีสุดท้ายของชีวิตตนเอง  ผู้ป่วยก็ไม่สามารถตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆให้แก่ชีวิตตนเองได้ ทั้งนี้จึงไม่มีผู้ใดทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วย ไม่ทราบว่าผู้ป่วยมีการเตรียมพร้อมตนเองต่อวาระสุดท้ายในชีวิตหรือไม่  อีกทั้งผู้ป่วยได้ทำสิ่งที่ต้องการมากที่สุดในชีวิตก่อนมาถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้วหรือไม่
    กรณีข้างต้นเป็นกรณีของผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นที่พบได้เกือบทุกวันในห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วน ที่ต้องให้การรักษาอย่างรวดเร็ว  แม้โลกจะพยายามพัฒนาวิธีการกู้ชีพแบบใหม่ๆมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงพบว่า ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นมักมีโอกาสรอดชีวิตได้น้อยอยู่นั่นเอง  หรือหากผู้ป่วยสามารถ รอด ชีวิตได้ ก็พบว่า  เกือบทั้งหมดต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทรา มีอาการอัมพาต พูดไม่ได้ ขยับไม่ได้ สื่อสารไม่ได้ มีเพียงหัวใจที่ยังเต้นอยู่เท่านั้น
    หัวใจของการให้บริการทางการแพทย์ ณ ห้องฉุกเฉินมักมุ่งเน้นให้การรักษาโรคที่มีอาการเฉียบพลัน เป็นหลัก   แต่อาการเฉียบพลันเหล่านั้นมักเป็นฉากหน้าที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์อย่างฉุกเฉินโดยที่มีโรคเรื้อรังเดิมเป็นตัวบ่อนทำลายและกัดกร่อนให้ร่างกายของผู้ป่วยทรุดโทรมมาแล้วเป็นเวลายาวนาน    บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยอันมีโรคเรื้อรังโดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ป่วยไม่ทราบการวินิจฉัยของตนเอง หรือถึงทราบวินิจฉัยก็มักจะไม่ ทราบว่ารักษาแล้วจะดีขึ้นหรือไม่   พยากรณ์ของโรคจะเป็นไปอย่างไร  ดังนั้นพบว่า  การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาส่วนใหญ่มักกระทำโดยญาติพี่น้องในครอบครัวของผู้ป่วยเอง  ด้วยความรักระหว่างบุคคลในครอบครัวที่มีต่อผู้ป่วย จึงทำให้การตัดสินใจส่วนใหญ่มักเป็นไปในทางที่สนับสนุนให้ผู้ป่วยจำต้องรับการผ่าตัดในหลายรูปแบบ ผู้ป่วยต้องยอมรับยาเคมีบำบัดต่างๆที่มีผลข้างเคียงรุนแรงเช่น อาเจียน แผลพองในปาก รับประทานอาหารไม่ได้   เหนื่อยเพลียต่างๆ เป็นต้น  เมื่อผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเป็นโรคอะไร  จึงทำให้ผู้ป่วยพลาดโอกาสที่จะจัดการกับชีวิตของตนที่เหลืออยู่      แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต  ญาติบางรายก็ยังต้องการยื้อชีวิตของ ผู้ป่วยให้อยู่ต่อไปให้นานที่สุด โดยขอให้แพทย์กระทำทุกวิถีทางเพื่อฉุดรั้งชีวิตของผู้ป่วยให้กลับมาให้ได้ ทั้งด้วยการให้ผู้ป่วยถูกใส่ท่อช่วยหายใจผ่านทางปากหรือจมูก   ให้แพทย์กดหน้าอกและช้อคไฟฟ้าที่หน้าอกเพื่อกระตุ้นหัวใจให้ฟื้นกลับมา  ให้พยาบาลเจาะเลือดเพื่อเป็นเส้นทางให้สารน้ำและนำเลือดของผู้ป่วยออกมาเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ  โดยไม่สนใจว่าวิธีการใดบ้างจะสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วย ทั้งนี้ผู้ป่วยก็ยังคงถูกปิดโอกาสในการเลือกที่จะยอมรับการกระทำเหล่านี้หรือไม่  หากผู้ป่วยสามารถรอดชีวิตจากภาวะวิกฤติเหล่านั้นมาได้ มักพบว่า ผลพวงที่ตามมาในระยะยาวมักจะสะท้อนกลับมาเป็นผลเสียต่อผู้ป่วยและญาติ เสมอ   ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแล   คนที่มีหน้าที่ดูแลก็ต้องอดหลับอดนอน และผู้ป่วยเองก็ต้องทรมานกับ สภาวะที่เป็นอยู่  
    ดังนั้นเป็นการดีกว่าหรือไม่ที่จะวางแผนให้คนที่เรารัก ผ่านพ้นวิกฤตินั้นไปได้อย่างราบรื่น และมีส่วนในการเลือกทางเดินชีวิตของตน
     เมื่อผู้ป่วยมีโอกาสรับทราบว่า ตนเองเป็นโรคอะไร ตัวโรคจะดำเนินไปอย่างไร การรักษาต่างๆ จะมีประโยชน์ กับตนหรือไม่แล้วนั้น ผู้ป่วยก็จะเริ่มปรับตัวได้  แล้วจะทำให้ ผู้ป่วยทราบได้ว่าจะวางแผนทำอย่างไรกับอนาคตของตนเอง และ คนในครอบครัว  ดังตัวอย่างบทความหนึ่งจากหนังสือ  “...บันทึกสู่แผ่นฟิล์ม... ความสุขของกะทิ” ที่ถ่ายทอด เรื่องราว ของแม่ ที่ทราบว่าตนเองเป็นโรคร้ายและทราบระยะเวลาที่เหลืออยู่ในโลกใบนี้ จึงวางแผนชีวิตของตนเอง ลูกสาววัย 6 ขวบ และผู้คนรอบข้าง ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่วิกฤติที่สุดให้ผ่านไปได้โดยที่ไม่กระทบกระเทือนจิตใจของลูกสาวตัวน้อย ไว้ว่า.....
     “เมื่อแม่รู้ว่าตัวเองป่วยนั้น ยังรู้ด้วยว่าสภาพร่างกายจะใช้งานไม่ได้ทีละน้อย จะเดินไม่ได้ ต้องใช้ไม้เท้า และใช้รถเข็นในที่ีสุด มือจะหยิบจับของได้น้อยลงเรื่อยๆ จนท้ายสุดใช้ไม่ได้เลย กล้ามเนื้อควบคุมการพูดการหายใจก็เช่นกัน สำหรับคนคนหนึ่งที่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ต้องคิดมากและเตรียมใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นหากต้องดูแลเด็กเล็กๆ อีกคน เรื่องคงยากขึ้น ทั้งสำหรับตัวเองและเด็ก ชีวิตหกปีแรกของเด็กมีความสำคัญมาก หากต้องมาพบกับสภาพผันผวนและ ทนกับสภาพอารมณ์ อ่อนไหวของแม่ย่อมไม่ใช่เรื่องดี แม่เป็นคนใช้สมองนำทางชีวิต จึงตัดสินใจฝากลูกไว้กับตายาย และใจเด็ดกว่านั้นคือ ถึงขั้นขาดการติดต่อไปเลยเพื่อไม่ต้องพะวักพะวน
    ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ย่อมมีสิทธิทำได้  คุณรัชนกในบทของแม่ตีความตามที่รับฟังจากเจ้าของบทประพันธ์ เธอไซ้หน้าสัมผัสลูกสาวที่คุกเข่าลงกอดแม่ในวันที่ลงจากรถหน้าเรือนหลังน้อยริมทะเล เธอนั่งนิ่งให้ลูกสาวยกแขนไปโอบไหล่ก่อนซบหน้าลงบนบ่า เธอถอดใจเล่าให้ลูกสาวฟังด้วยน้ำตาว่าเพราะอะไรเธอถึงจากมา..............”
    อาการช่วงสุดท้ายของชีวิต เป็นอาการที่แสดงว่าร่างกายไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป จะมีอาการแสดงออกมาหลายอย่าง เช่น กินน้อยลง หลับมากกว่าปกติ หายใจผิดปกติ เสมหะมากขึ้น เป็นต้น แต่ก็ยากที่จะคาดคะเนได้ว่าภาวะเหล่านั้นจะเกิดเมื่อใด แพทย์และพยาบาลทำได้เพียงแนะนำญาติเท่านั้น เพื่อไม่ให้ญาติตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผ่านพ้นช่วงนั้นไปอย่างราบรื่น
    โรคร้ายและวาระสุดท้ายของชีวิต สิ่งสุดท้ายที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่สามารถหลีกพ้นไปได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ การเตรียมความพร้อมร่วมกับวางแผนว่าผู้ป่วยและญาติจะเผชิญรับมือกับภาวะนั้นไปได้ อย่างไร โดยก่อความทุกข์ทรมานต่อทั้งสองฝ่ายน้อยที่สุด   แพทย์มีหน้าที่เพียงให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ แก่คนไข้เท่านั้น แต่ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆกับชีวิตของผู้อื่น ดังนั้นภาระอันสำคัญและละเอียดอ่อนนี้ จึงเป็นความรับผิดชอบและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและคนในครอบครัวตั้งแต่เริ่มต้นที่รับทราบสิ่ง ที่จะเกิดขึ้น
    ท้ายนี้ ได้นำเอาบทความของ พระไพศาล วิสาโล ซึ่ง แปลจากหนังสือ “The Tibetan Book of Living and Dying” แม้จะเป็นบทความที่ีเขียนถึงบุคคลากรทางการแพทย์แต่ ก็สำคัญสำหรับบุคคลทั่วไปเช่นกัน
    “สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าหวังก็คือ สื่อนี้จะช่วยให้หมอทั่วโลกตระหนักว่า การอนุญาตให้ผู้ใกล้ตายได้จากไป อย่างสงบ และเป็นสุขนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ข้าพเจ้าใคร่ขอวิงวอนต่อบุคลาการทางการแพทย์ทุกคน และหวังว่าจะช่วยให้เขาหล่านั้น  ค้นพบหนทางในการทำให้ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งความตายอันยากลำบากนั้น ผ่านไปอย่างง่ายดาย ไม่เจ็บปวดและสงบ เท่าที่จะทำได้ การตายอย่างสงบเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญโดยแท้ อาจสำคัญยิ่งกว่าสิทธิในการลงคะแนนเสียง หรือสิทธิที่จะได้ ความยุติธรรมเสียอีก ทุกศาสนาสอนว่า นี่เป็นสิทธิที่มีผลอย่างมากต่อปกติสุข และอนาคตทางจิตวิญญาณของผู้ใกล้ตาย และ ไม่มีสิ่งประเสริฐใดๆ ที่คุณสามารถจะให้ได้ นอกเหนือจากการช่วยบุคคลตายด้วยดี”

เอกสารอ้างอิง

1.ศ.เกียรติคุณ พญ. สุมาลี นิมมานนิตย์. ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะใกล้ตาย, การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (End of life care : Improving care of the dying). พิมพ์ครั้งที่ 2 : พฤษภาคม 2550. หน้า 24-34.
2.อ.พญ. สายพิณ หัตถีรัตน์. “ถึงเวลาของฉันแล้วใช่ไหมหมอ”, การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (End of life care : Improving care of the dying). พิมพ์ครั้งที่ 2 : พฤษภาคม 2550. หน้า 35-37.
3.งามพรรณ เวชชาชีวะ, กรอบรูป, บันทึกสู่แผ่นฟิล์ม ความสุขของกะทิ, พิมพ์ครั้งที่ 1, แพรวสำนักพิมพ์ 2551. หน้า 139-142.