Nurse Corner/มุมพยาบาล: เรื่องบังเอิญ หรือใครกำหนด

อุบล ยี่เฮ็ง*
หัวหน้าพยาบาลศูนย์กู้ชีพ “นเรนทร” โรงพยาบาลราชวิถี
อุปนายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย

เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ฉันได้พบเหตุการณ์ที่น่าแปลกใจ ว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือใครกำหนดให้มันเป็นไปกันแน่ คือตอนพักกลางวันของวันที่ 11 มีนาคม 2552 ขณะที่ฉันเดินอยู่ในรั้วของโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่ ซึ่งจะมีสินค้าต่างๆมาวางขายในโรงพยาบาลเช่นเดียวกับสถานที่ราชการอื่นๆที่เราเห็นกันอยู่ทั่วๆไป ฉันเห็นแม่ค้าคนหนึ่ง นำมะขามหวานมาวางขาย ราคาก็เพียงกิโลกรัมละ 35 บาท ซึ่งตามปกติ ฉันไม่เคยนึกอยากที่จะกินมะขามหวาน แต่ก็น่าแปลกใจว่า ทำไมวันนั้นจึงนึกอยากกินขึ้นมาก็ไม่รู้ ฉันจึงแวะซื้อมา 1 กิโลกรัม และเก็บไว้ในห้องทำงานซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ฉันทำงานอยู่ กะว่าจะเอาไว้กินในตอนเย็นซึ่งฉันมักจะนั่งทำงานต่อหลังเลิกงาน ในห้องทำงานจนถึงเวลาค่ำเสมอๆ และในตอนเย็นวันนั้นเอง ประมาณ 1 ทุ่มกว่า ๆ ฉันเดินไปดูนักเรียน EMT-B ที่มาฝึกงาน ในศูนย์กู้ชีพ “นเรนทร” ซึ่งมีร้านสะดวกซื้อตั้งอยู่หน้าศูนย์ ฉันรู้สึกกระหายน้ำ จึงออกจากศูนย์กู้ชีพเพื่อมาซื้อน้ำดื่มที่ร้านสะดวกซื้อ ที่ตั้งอยู่หน้าศูนย์กู้ชีพ พอรับน้ำดื่มมาอยู่ในมือ ไม่รู้อะไรมาดลจิตดลใจให้ฉันนึกถึงมะขามหวานที่อยู่ในห้องทำงานขึ้นมาทันที ไม่เพียงแต่นึกถึงเท่านั้น แต่ฉันยังรู้สึกอีกว่า ฉันต้องรีบกลับไปเอามะขามหวานจากห้องทำงานในเวลานั้นทันทีด้วย และแทนที่ฉันจะเดินเอาน้ำดื่มไปเก็บที่ศูนย์กู้ชีพเสียก่อน เพราะเดินอีกไม่กี้ก้าวก็ถึงศูนย์แล้ว ซึ่งก็คงไม่เสียเวลามากนัก แต่ฉันกลับเลือกฝากน้ำดื่มที่ซื้อมา ไว้กับร้านสะดวกซื้อ (ซึ่งฉันไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน) แล้วเดินย้อนไปเอามะขามหวานที่อยู่ในห้องทำงาน ซึ่งอยู่กันคนละทางเลยทีเดียว ราวกลับกลัวว่าจะเสียเวลามากมายเหลือเกิน ถ้าไม่กลับไปเอามะขามหวานในตอนนั้น ทำไมนะ ฉันต้องรีบร้อนขนาดนี้
ฉันถือถุงมะขามหวานออกมาจากห้องทำงาน และเดินไปยังร้านสะดวกซื้อที่ฉันฝากน้ำดื่มไว้ มะขามหวานใส่อยู่ในถุงพลาสติกใส จึงมองเห็นได้ด้วยตาจากภายนอก ขณะที่จะถึงร้านสะดวกซื้อ ฉันเดินสวนกับหญิงชายคู่หนึ่ง ในมือของหญิงผู้นั้นถือถุงพลาสติกใสที่ฉันมองเห็นได้จากภายนอกว่ามีองุ่นและแอปเปิ้ลบรรจุอยู่ ทั้งสองคนเดินเข้ามาหาฉันและถามว่า
หญิง : “ พี่ซื้อมะขามที่ไหนคะ”
ฉัน : “ ซื้อตั้งแต่เมื่อตอนกลางวัน ตอนนี้ไม่มีแล้วล่ะค่ะ”
หญิง : “ แล้วตอนนี้ พอจะไปซื้อได้ที่ไหนบ้างคะ”
ฉัน : “ คงไม่มีแล้วละค่ะ เพราะมันมืดแล้ว ”
หญิง : “ ขอซื้อต่อได้ไหมค่ะ ”
ฉัน : ”จะเอาไปทำอะไรหรือคะ”
หญิง : “ พ่อหนูป่วย “
ฉัน : ”ป่วยเป็นอะไรคะ”
หญิง : “ เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายค่ะ นอนอยู่ในห้องฉุกเฉินนี่แหละ (พูดด้วยเสียงสั่นเครือ และน้ำตาคลอเบ้า พร้อมกับชี้มือไปยังห้องฉุกเฉิน ) แกบ่นอยากกินผลไม้มาก หนูกับพี่ชายเลยออกไปซื้อองุ่นและแอปเปิ้ลมาให้ (พร้อมกับยื่นถุงมาให้ฉันดู) แกก็ไม่ยอมกิน อยากแต่จะกินมะขามหวาน หนูเลยต้องออกมาหาซื้ออีกรอบหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครขาย พอดี มาเจอพี่นี่แหละค่ะ ขอซื้อต่อได้ไหมคะ ”
เมื่อฉันได้ยินดังนั้น มันรู้สึกอย่างไรบอกไม่ถูก ทั้งดีใจที่จะได้มีโอกาสแบ่งปันมะขามหวานสิ่งที่ผู้ป่วยรายนี้ต้องการมากที่สุดในช่วงนั้น และเศร้าใจเห็นใจกับญาติผู้ป่วยรายนี้ ที่ต้องเดินหามะขามหวานมาให้พ่อให้ได้ ฉันตอบไปว่า
ฉัน : ”ไม่ต้องซื้อหรอกค่ะ แบ่งเอาไปกินเลย เพราะพี่กินคนเดียวก็คงไม่หมด “ (พร้อมทั้งหยิบมะขามหวานแบ่งใส่ถุงให้ ด้วยความรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสแบ่งปันสิ่งที่เรามีอยู่ให้กับญาติผู้ป่วยรายนี้ )
หญิง : “ หนูดีใจที่เจอพี่ หนูขนลุกเลย ( ยื่นแขนมาให้ฉันดู ) แปลกนะที่ได้เจอพี่และได้มะขามหวานไปให้พ่อได้กิน ไม่น่าเป็นไปได้ ขอบคุณพี่มากๆเลย ขอให้พี่แข็งแรงและเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นนะคะ ”
ฉัน : ” ขอบคุณมากๆเช่นกันค่ะ พี่ก็ดีใจที่ได้เจอหนู เพราะทำให้พี่มีโอกาสได้แบ่งปันของกินอันน้อยนิด ให้พ่อหนู พ่อหนูก็มีบุญนะ ที่อยากกินอะไรก็ได้กิน ทำให้พี่ได้บุญไปด้วยอีกคน ขอให้พ่อหนู แข็งแรงเร็วๆนะคะ
หญิง : “ ขอบคุณมากๆเลยค่ะพี่”
ขณะที่เราพูดคุยกันนั้น มีญาติผู้ป่วยอีกหลายคนที่นั่งรอตรวจอยู่บริเวณใกล้เคียง ได้ยินเรื่องทั้งหมด ซึ่งล้วนพูดคุยเสริมกันว่า ไม่น่าเป็นไปได้เลย แต่มันก็เป็นไปแล้วล่ะ
หลังจากนั้น เราก็แยกจากกัน โดยต่างคนต่างถือถุงมะขามหวานที่ฉันแบ่งปันให้คนละครึ่งถุงแยกย้ายกันไป ฉันไม่รู้หรอกว่าหลังจากที่ได้รับมะขามหวานจากฉันไปแล้ว ญาติผู้ป่วยรายนั้นคิดอะไรต่อ ส่วนฉัน ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ลิ้มชิมรสของมะขามหวาน แต่ฉันรู้สึกอิ่มเอมในรสชาดของการให้ และสัมผัสถึงความสุขใจในการให้อย่างแท้จริง นี่แหละนะที่เขาว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ “ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ฉันเดินมาถึงห้องรับประทานอาหารของหน่วยงานที่ฉันทำงาน และได้เล่าเรื่องที่แปลกๆนี้ให้นักเรียน EMT-B ที่มาฝึกงานฟัง ทุกคนก็ว่ามันแปลกดีนะ ที่ทำไมมันจึงบังเอิญอย่างนี้ อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ แต่มันก็ทำให้ฉันมีความสุขก็แล้วกัน
ฉันหยิบมะขามหวานมากิน ใจก็นึกว่าผู้ป่วยก็คงจะกินมะขามหวานในเวลาไล่เลี่ยกับฉันเหมือนกัน รสชาดของมะขาม หวานอร่อยดีจริงๆ ซึ่งสำหรับฉันมันยิ่งหวานอร่อยกว่าที่ควรจะเป็นเสียอีก เพราะฉันได้กินตอนเวลาที่มีความสุข ฉันกินมะขามหวานต่อไปเรื่อยๆ และย้อนคิดถึงเมื่อหลายสิบปีก่อน ฉันก็เคยมีความสุขเหมือนเช่นวันนี้ เพราะฉันได้รับคำขอบคุณจากผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายขณะที่ฉันอยู่เวรให้ห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยรายนั้นขอบคุณฉัน ขอบคุณหมอ และขอบคุณน้องๆพยาบาลที่ปฏิบัติงานด้วยกันในวันนั้น ผู้ป่วยบอกทีมงานในวันนั้นว่า “ผมขอบคุณคุณพยาบาลและคุณหมอทุกคน ที่ช่วยผมกันอย่างเต็มที่ “ หลังจากที่เขาขอบคุณเราแล้ว อีกไม่นานเขาก็หลับไปอย่างไม่มีวันกลับในห้อง Resuscitate หลังจากที่พวกเราทุกคนได้พยายามช่วยชีวิตเขาอย่างเต็มที่แล้ว เหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้ฉันรู้สึกปลื้มปิติที่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ยังมีสติที่จะขอบคุณพวกเราก่อนที่เขาจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งแม้แต่ตัวฉันเอง จะมีสติและจะทำได้เช่นนี้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ ถ้าถึงวันที่ฉันจะต้องจากโลกนี้ไปจริงๆ แต่ขณะเดียวกัน ฉันก็รู้สึกเศร้าใจที่ไม่อาจยืดชีวิตเขาไว้ได้ ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงคำขอบคุณของผู้ป่วยรายนั้นทีไร นอกจากจะทำให้ฉันรู้สึกสุขใจแล้ว ยังทำให้ฉันได้คิด และได้เห็นสัจธรรมอีกหลายๆข้อ จนกระทั่งฉันได้พบกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขใจคล้ายๆกับเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ฉันเคยรู้สึกมาก่อน ฉันคิดและทำงานที่ค้างอยู่ไปเรื่อยๆ พอเวลาประมาณ 22.00 น. ฉันเดินเข้าไปในห้องฉุกเฉินอีกครั้งเพื่อไปหยิบเอกสารบางอย่าง พลันสายตาพบผู้ป่วยชายอายุประมาน 60-70 ปี นอนให้ออกซิเจนอยู่บนเปล และใต้เปลมีถุงมะขามที่ฉันแบ่งให้วางอยู่ ข้างๆเปลมีเปลือกมะขามที่กินแล้วใส่อยู่ในถุงพลาสติกที่ผูกติดเปลไว้เพื่อทำเป็นถุงขยะของผู้ป่วย ฉันจึงรู้ว่า ผู้ป่วยรายนี้เอง ที่อยากกินมะขามหวานมากเสียจนต้องให้ลูกออกไปซื้อมาให้ ฉันนึกขอบคุณอยู่ในใจ และภาวนาให้ผู้ป่วยรายนี้ แข็งแรงไวๆ เพราะผู้ป่วยรายนี้ ทำให้ฉันได้มีโอกาสสัมผัสกับความสุข จากการให้ การให้ที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยเหลือเกิน แต่เชื่อไหมว่า ความสุขที่ได้ มันกลับมีมากมายเสียจริงๆ ไม่แน่นะ ในชาติที่แล้ว คุณลุงคนนี้ อาจจะเคยแบ่งปันสิ่งของให้ฉันมาก่อน ชาตินี้ฉันจึงต้องกลับมาคอยแบ่งปันให้ลุงบ้าง จะเป็นด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ฉันก็บอกกับตัวเองว่า ฉันโชคดีที่ได้พบเหตุการณ์เช่นนี้ และฉันก็เชื่อในกฎแห่งกรรมเสียด้วย
ฉันเขียนเรื่องนี้ มิได้เขียนแค่เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้เรื่องราวที่ดูแปลกๆนี้เท่านั้น แต่เขียนเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความรู้สึกของฉันในฐานะพยาบาลคนหนึ่งว่า ผู้ป่วยที่เข้ามาในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตาม ล้วนมีความต้องการด้านร่างกายและจิตใจในหลายด้าน และความต้องการเหล่านั้น อาจจะไม่เคยได้รับการตอบสนองจากบุคลากรในโรงพยาบาลเท่าที่ควรจะเป็น ด้วยปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ๆที่มีผู้เจ็บป่วยจำนวนมาก อย่าว่าแต่จะคิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย เวลาที่จะพูดหรืออธิบายเรื่องต่างๆให้ผู้ป่วยเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ก็แทบจะไม่มี เนื่องจากข้อจำกัดมากมาย อีกทั้งผู้ป่วยก็ไม่มีโอกาสที่จะบอกความต้องการให้ใครฟัง ความต้องการเหล่านั้น จึงยังคงอยู่ในร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดผลกระทบในเชิงลบ เช่นการเกิดข้อขัดแย้ง การร้องเรียน ซึ่งล้วนก่อให้เกิดความทุกข์ใจ กระทบถึงตัวผู้ป่วยเอง ญาติ หรือบุคลากรในโรงพยาบาลโดยเฉพาะพยาบาล ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากกว่าบุคลากรใดๆในโรงพยาบาล ทำให้เราไม่มีโอกาสได้ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยเหล่านั้น โดยเฉพาะความต้องการขั้นพื้นฐานที่เราไม่ต้องเสียอะไรเลย เช่น ความเอื้ออาทร ความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตากรุณา อันเป็นคุณสมบัติที่พยาบาลทุกคนต้องมีมาตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มเข้าศึกษาเป็นนักเรียนพยาบาล ดังนั้น เราจึงพลาดโอกาสหลายๆครั้ง ในการที่จะได้พบกับความสุขจากการให้ ไปอย่างน่าเสียดายในชีวิตของการเป็นพยาบาล แม้แต่ฉันก็คงจะเคยพลาดโอกาสเหล่านี้ไปบ้างอย่างแน่นอน และถ้าหากว่าเราได้ใช้โอกาสที่มีอยู่อย่างเต็มที่ในการตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในระยะสุดท้าย ซึ่งแพทย์ไม่มีทางที่จะรักษาเยียวยาให้หายขาดได้ คงจะมีแค่เพียงการพยาบาลเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ มีความสุขสบายในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ก่อนที่จบชีวิตลง อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความสุข เพราะการพยาบาลเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ กล่าวคือต้องใช้หลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์ในการทำงานควบคู่กับการใช้ศิลปะ จิตวิทยา และอื่นๆอีกรอบด้าน ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะต้องทำงานกับคน ผู้ป่วยที่เราเห็นและรู้ว่าเป็นโรคนั่น เป็นโรคนี่ แท้ที่จริงๆแล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายในร่างกายและจิตใจของเขา ที่เรามองไม่เห็น ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อโรคที่เขาเป็นอยู่ เพราะการรักษาโรคแต่เพียงอย่างเดียว คงไม่ทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่ง ที่ทุกคนยอมรับ คือการค้นหาปัจจัยหรือสาเหตุอื่นๆอีกมากมายที่เราไม่รู้ ที่เราไม่เห็น ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งพยาบาลมีโอกาสมากกว่าบุคลากรอื่น เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากที่สุด ครูของผู้เขียนหลายคน เคยบอกกับผู้เขียนบ่อยๆ ตั้งแต่ครั้งที่ผู้เขียนเป็นนักเรียนพยาบาลว่า “ พยาบาลไม่ใช่เรียนเพื่อรักษาโรค แต่พยาบาลต้องเรียนเพื่อรักษาคน “ ฉะนั้นพยาบาลจึงไม่ควรปล่อยโอกาสเหล่านี้ให้ผ่านพ้นไป แต่ควรใช้โอกาส จากการพูดคุย จากการสังเกต หรืออื่นๆ เพื่อหาข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ซึ่งจะนำมาสู่การแก้ไขและการพยาบาล พร้อมๆไปกับการรักษาของแพทย์ และเพราะไม่มีศาสตร์ใดที่จะสมบูรณ์แบบ จึงจำเป็นต้องเติมเต็มซึ่งกันและกัน ผู้ป่วยมีแพทย์รักษาอย่างเดียวก็คงไม่พอ ครั้นจะมีพยาบาลดูแลอย่างเดียวก็คงไม่ได้ จำเป็นต้องมีการรักษาพยาบาลควบคู่กันไปเสมอ อีกทั้งแพทย์และพยาบาลต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ ที่ต้องทำงานร่วมกัน ทำงานเสริมกัน และที่สำคัญต้องให้เกียรติ์กัน จึงจะช่วยเติมเต็มสิ่งดีๆให้ผู้ป่วยได้อย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด ลองคิดดูสิว่า ถ้าเราทุกคนสามารถใช้โอกาสที่มีอยู่ในการทำงานทุกวัน และทำได้เช่นนี้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และยั่งยืน เราจะมีความสุขมากมายเพียงใด สวรรค์อยู่ใกล้เราแค่นี้เอง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือใครกำหนด ฉันไม่หวังที่จะต้องค้นหาคำตอบ เพราะคงไม่สำคัญไปกว่า ฉันได้รับรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งสำหรับฉันแล้ว ฉันมีโอกาสได้รับรู้ ได้คิด ได้ไตร่ตรองในหลายสิ่งหลายอย่าง เหมือนที่ฉันได้เขียนเล่ามาแล้วทั้งหมด และยังได้ต้นฉบับเพื่อลงวารสารเล่มนี้อีกด้วย สรุปแล้วฉันมีแต่ได้...กับได้...และได้...ได้.ได้ ได้... เราคงไม่ต้องมานั่งรอเรื่องบังเอิญหรือเรื่องที่ใครกำหนด เพื่อจะทำสิ่งดีๆสักครั้ง เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ คงไม่มาให้เราได้พบเห็นบ่อยนัก แต่เราควรกำหนดที่จะทำสิ่งใดก็ตาม ด้วยตัวของเราเอง โดยใช้สติ และปัญญา ฉันรู้ตัวดีว่า ฉันไม่ได้เป็นคนดีไปกว่าคนอื่นๆในโลกใบนี้ รัก โลภ โกรธ หลง ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆตัวฉันทุกวี่ทุกวัน แต่ฉันเชื่อว่า สติ จะทำให้เกิดปัญญา ที่จะตัดสินใจคิดหรือทำอะไรลงไป ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยความมีสติ ถึงแม้ว่าฉันจะต้องใช้ความพยายามมากเพียงใดก็ตาม ฉันคงไม่ต้องรอคุณกำหนดหรือคุณบังเอิญแล้วล่ะ แต่ฉันจะใช้คุณสตินี่แหละ และถ้าคุณสติมาอยู่กับฉันแล้ว คุณปัญญาก็จะตามมาช่วยฉันอีกแรงหนึ่งด้วย ฉันต้องขอขอบคุณทั้งคุณบังเอิญหรือคุณกำหนดก็ไม่รู้ที่ทำให้ฉันได้เจอเรื่องราวเหล่านี้ และได้รู้จักที่จะคิด ขอบคุณด้วยใจจริงอีกครั้ง สุดท้ายฉันได้แต่ภาวนาขอให้ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ต้องการให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในช่วงบั้นปลายของชีวิตที่เขายังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้างในโลกใบนี้ บั้นปลายของชีวิต ที่ทุกคนไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไร และไม่มีใครสักคนที่จะหลีกเลี่ยงได้ แม้แต่ตัวฉันเอง

ประกาศคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบ